วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557

14 มกราคม 2557
วิชาการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษEAED2209
เวลา  11.30 - 14.00 น.

หมายเหตุ
       ไม่มีการเรียนการสอน เพราะเพื่อนบางคนไม่สามารถมาเรียนได้ เกิดจากการ Shut Down BKK

ปิดกรุงเทพ 14 ม.ค. 57 เกาะติดข่าว bangkok shutdown ล่าสุดวันนี้
สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
            เกาะติดข่าว ปิดกรุงเทพฯ 14 ม.ค. 57 ม็อบ กปปส. ยังปักหลักทุกเวที รอปฏิบัติการ bangkok shutdown วันที่ 2
            สวนลุม ที่ปักหลักค้างคืน เริ่มปฏิบัติภารกิจส่วนตัวตั้งแต่ช่วงเช้า ก่อนรอฟังความชัดเจนของแกนนำ ขณะที่ "ถาวร" เผย ม็อบชัตดาวน์เกินคาด ด้าน เลขา สมช. บอก ปิดกรุงเทพฯ ไม่เกินเป้าหมาย ย้ำไม่ขยายพื้นที่ พ.ร.บ.มั่นคง ยันกำลังพลเพียงพอ
            วันที่ 14 มกราคม 2557 บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ทุกเวที ยังคงเป็นไปอย่างปกติ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมที่ได้มีการปักหลักพักค้างคืนบริเวณสถานที่ชุมนุมตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ได้ทยอยปฏิบัติภารกิจส่วนตัวและทำความสะอาดพื้นที่บริเวณชุมนุมโดยรอบ รอการเปิดเวทีอย่างเป็นทางการในช่วงสาย และรอฟังความชัดเจนของแกนนำในการเคลื่อนไหว
           ขณะที่ ทางฝั่งของ นปช. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวานนี้ (13 มกราคม 2557) ทางกลุ่ม นปช. ได้เปิดเวทีหยุดรัฐประหารต้านกบฏ ขึ้นที่บริเวณด้านหน้าศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเรียกร้องให้ กปปส. ยุติการปิดกรุงเทพฯ และรณรงค์ประชาชนให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557
           ทั้งนี้ แกนนำ นปช. ได้ขึ้นกล่าวโจมตีการทำงานขององค์กรอิสระ อาทิ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีทีท่าเหมือนเป็นชู้กับ กปปส. และการกระทำของกลุ่ม กปปส. ที่ปิดกรุงเทพฯ ว่า ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พร้อมประกาศว่าหากมีการรัฐประหารหรือยึดอำนาจ ก็จะพา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นมาต่อสู้กับเผด็จการ
           ส่วนทางด้าน นายวีระกานต์ มุสิกพงษ์ แกนนำ นปช. ได้เรียกร้องให้ประชาชนทั่วประเทศ ต้านรัฐประหารและกลุ่มกบฏ พร้อมเชิญชวนให้ออกมาเลือกตั้งกันเยอะ ๆ เพื่อเป็นการสั่งสอนว่าคนไทยส่วนใหญ่ รักษากติกาตามระบอบประชาธิปไตย ไม่เอารัฐประหารและไม่เอาเผด็จการ อย่างไรก็ดี หลังจากที่แกนนำกล่าวปราศรัยเสร็จแล้ว ก็ได้รวมตัวกับประชาชนจุดเทียนเพื่อให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. ด้วย
เกาะติดสถานการณ์ม็อบ กปปส. ปิดกรุงเทพฯ 14 มกราคม 2557
              22.00 น. อิสสระ สมชัย ประกาศปิดสะพานข้ามแยกลาดพร้าวตั้งแต่ 16.00-06.00 น. ตั้งแต่พรุ่งนี้ เพื่อความปลอดภัย
              21.46 น. กปปส. เวทีสวนลุมพินี ประกาศเตรียมเดินขบวนไปปิดสถานที่ราชการตั้งแต่ 07.30 น.
              20.21 น. พรุ่งนี้ (15 ม.ค.) เวลา 09.00 น. สุเทพ จะนำมวลชนจากเวทีอโศก เดินขบวนเรียกแขกที่ทองหล่อ-เอกมัย
              17.50 น. คปท. ใช้ถนนราชดำเนินชุมนุมต่อ หลังจาก กปปส. ย้ายออก ทำให้ถนนราชดำเนินหลายส่วนยังคงถูกปิดอยู่
              17.42 น. บรรยากาศที่เวทีราชประสงค์ เริ่มมีประชาชนทยอยเดินทางมาร่วมชุมนุมกับ กปปส. อย่างต่อเนื่อง
              17.35 น. สุเทพ ประกาศเตือน 7 รมต. ให้ระวังบ้านโดนตัดไฟ
              17.23 น. เวทีสวนลุมพินี แยกศาลาแดง มีประชาชนทยอยเดินทางมาร่วมชุมนุมในช่วงเย็นอย่างหนาแน่น
              17.13 น. ขบวน กปปส. กำลังเดินข้ามสะพานแยกสามเหลี่ยมดินแดง เพื่อมุ่งหน้าเวทีอนุสาวรีย์ชัยฯ
              17.07 น. หลวงปู่พุทธะอิสระ ประกาศยุบรวมเวทีที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ให้เหลือเวทีหน้าดีเอสไอ เพียงเวทีเดียวเท่านั้น หลังจากหารือกับสุเทพ

รูปที่ดิฉันไปประท้วง เพื่อชาติ 



    

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

7 มกราคม 2557
วิชาการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษEAED2209

เวลา  11.30 - 14.00 น.

เพื่อนๆนำเสนองานกลุ่มดังนี้
-เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
-เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
-เด็กที่มีปัญหาทางด้านพฤติกรรมหรืออารมณ์

บุคคลที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือสุขภาพ
ความหมาย
        บุคคลที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย หรือสุขภาพหมายถึงบุคคลที่มีอวัยวะ
   ไม่สมส่วนอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนขาดหายไปกระดูกและกล้ามเนื้อพิการเจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรงมีความพิการของระบบประสาท  มีความลำบากในการเคลื่อนไหวซึ่งอุปสรรคต่อการศึกษาในสภาพปกติ

สาเหตุ
1.มีความผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ระยะ 3 เดือนแรก
2.โรคทางพันธุกรรม
3. ความผิดปกติระหว่างคลอดหรือหลังคลอด  
ความบกพร่องทางสุขภาพ 
1. โรคลมชัก
2. โรคระบบทางเดินหายใจโดยมีอาการเรื้อรังของโรคปอด                
3. โรคเบาหวาน              
4. โรคข้ออักเสบรูมาตอย                 
5. โรคศีรษะโต 

6. โรคหัวใจ               
7. โรคมะเร็ง
8. บาดเจ็บแล้วเลือดไหลไม่หยุด
วิธีการดูแล
1 การดูแลเอาใจใส่ให้ความรัก  ความเมตตา  การเลี้ยงดูอย่างเด็กปกติ                 
2  ผู้ที่เกี่ยวข้องยอมรับและเข้าใจในตัวเด็ก
3. พาเด็กออกสู่สังคม              
4. การฝึกหัดในการทำกิจกรรมต่างๆ  ควรเริ่มจากกิจกรรมที่ง่ายๆ                 
5. เปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนกิจกรรมต่างๆด้วยตัวเอง         
6. พ่อ  แม่  ผู้ปกครอง  ควรให้ความร่วมมือกับทีม               
7. การฝึกหัดเด็กต้องทำอย่างสม่ำเสมอและด้วยอารมณ์มั่นคง  
8. การให้กำลังใจบุคคลที่มีเกี่ยวข้อง
http://school.obec.go.th/sakeaw/image/gcute03.gifบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาhttp://school.obec.go.th/sakeaw/image/gcute03.gif
ความหมาย 
บุคคลที่มีภาวะจำกัดในการปฏิบัติงานและแสดงลักษณะความสามารถทางสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ปกติปรากฏร่วมกับมีความจำกัดทางทักษะด้านการปรับตัวอย่างน้อย 2 ทักษะหรือมากกว่า ทั้งนี้ต้องมีภาวะความบกพร่องทางสติปัญญาเกิดขึ้นก่อนอายุ 18 ปี
สาเหตุ
1.กรรมพันธุ์ โดยมีความผิดปกติของพันธุ์กรรมซึ่งทำให้เกิดภาวะปัญญาอ่อน ร่วมกับความพิการทางร่างกาย
2.สิ่งแวดล้อม ที่ทำให้สมองหยุดชะงักการเจริญเติบโต

แนวทางการพัฒนา
1.สนับสนุนทางกรศึกษา
2.ให้กำลังใจให้ความรัก
3.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม

บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์
ความหมาย
บุคคลที่มีอารมณ์และพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากปกติเป็นอย่างมาก และปัญหาทางพฤติกรรมนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เป็นที่ยอมรับทางสังคมส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กและผู้อื่น เป็นผลมาจากความขัดแย้งของเด็กกับสภาพแวดล้อม หรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตัวเด็กเองขาดสัมพันธภาพกับเพื่อนหรือผู้อื่น
ลักษณะของเด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์แลพฤติกรรม
1.การก้าวร้าว-ก่อกวน
2.การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ
3.การปรับตัวทางสังคมเด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรมมีการปรับตัวทางสังคมไม่ถูกต้อง4.ความวิตกกังวลและปมด้อย
5.การหนีสังคมหรือการปลีกตัวออกจากสังคมเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนอย่างหนึ่ง
6.ความผิดปกติในการเรียน
การให้ความช่วยเหลือ
การดูแลป้องกัน
การวินิจฉัยโรค
ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์และพฤติกรรม
ดนตรีบำบัด
การยอมรับ
การจัดการศึกษา
การพัฒนาให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู ส่งเสริมพัฒนาการในทุกด้านเพื่อการอยู่ร่วมในสังคมอย่างมีความสุข
จัดรูปแบบการช่วยเหลือรายบุคคล
ร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย/เป็นศูนย์กลางการช่วยเหลือ

วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557


31  ธันวาคม 2556
วิชาการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษEAED2209
เวลา  11.30 - 14.00 น.



หมายเหตุ

                      ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากวันหยุดเทศกาลปีใหม่ และดิฉันได้หาเนื้อหาเพิ่มเติม


ประวัติความเป็นมา วันปีใหม่
        ความหมายของวันขึ้นปีใหม่ ตามพจนานุกรม ฉบับราชตบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า " ปี" ไว้ดังนี้ ปี หมายถึง เวลา ชั่วโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งราว 365 วัน : เวลา 12 เดือนตามสุริยคติ

ประวัติความเป็นมา
        วันปีใหม่ มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและความเหมาะสม ตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนียเริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทิน โดยอาศัยระยะต่าง ๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับ เมื่อครบ 12 เดือนก็กำหนดว่าเป็น 1 ปี และเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างการนับปีตามปฏิทินกับปีตามฤดูกาล จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือนในทุก 4 ปี
ต่อมาชาวอียิปต์ กรีก และชาวเซมิติค ได้นำปฏิทินของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไข อีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้นจนถึงสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อ โยซิเยนิส มาปรับปรุง ให้ปีหนึ่งมี 365 วัน ในทุก ๆ 4 ปี ให้เติมเดือนที่มี 28 วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน เป็น 29 วัน คือเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า อธิกสุรทิน
เมื่อเพิ่มในเดือนกุมภาพันธ์มี 29 วันในทุก ๆ 4 ปี แต่วันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก คือเวลาในปฏิทินยาวกว่าปีตามฤดูกาล เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทิน
และในวันที่ 21 มีนาคมตามปีปฏิทินของทุก ๆ ปี จะเป็นช่วงที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน คือเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออก และลับลงตรงทิศตะวันตกเป๋ง วันนี้ทั่วโลกจึงมีช่วงเวลาเท่ากับ 12 ชั่วโมง เท่ากัน เรียกว่า วันทิวาราตรีเสมอภาคมีนาคม (Equinox in March)
แต่ในปี พ.ศ. 2125 วัน Equinox in March กลับไปเกิดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 21 มีนาคม ดังนั้น พระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 13 จึงทำการปรับปรุงแก้ไขหักวันออกไป 10 วันจากปีปฏิทิน และให้วันหลังจากวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2125 แทนที่จะเป็นวันที่ 5 ตุลาคม ก็ให้เปลี่ยนเป็นวันที่ 15 ตุลาคมแทน (เฉพาะในปี 2125 นี้) ปฏิทินแบบใหม่นี้จึงเรียกว่า ปฏิทินเกรกอเรี่ยน จากนั้นได้ปรับปรุงประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นของปีเป็นต้นมา

ความเป็นมาของ วันขึ้นปีใหม่ไทย
ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่ง ตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน
การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน 2 ครั้งนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็น วันขึ้นปีใหม่อยู่ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ไม่สู้จะมีการรื่นเริงอะไรมากนัก สมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นใน กรุงเทพฯเป็นครั้งแรก
การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆมา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการ จัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์
ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไป

เหตุผลที่ทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายนมาเป็นวันที่ 1 มกราคม ก็คือ
1. ไม่ขัดกับพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ
2. เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมพระพุทธศาสนา
3. ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก
4. เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย

กิจกรรมที่ชาวไทยส่วนใหญ่มักจะยึดถือปฏิบัติในวันขึ้นปีใหม่ได้แก่
1. การทำบุญตักบาตร โดยอาจตักบาตรที่บ้าน หรือไปที่วัดหรือตามสถานที่ต่างๆที่ทางราชการเชิญชวนไปร่วมทำบุญ
2. การกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง การมอบของขวัญ การมอบช่อดอกไม้ หรือการส่งบัตรอวยพร
3. การจัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องหรือตามหน่วยงานต่างๆ
วันขึ้นปีใหม่นับเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เราได้ทบทวนถึงการดำเนินชีวิตในอดีต เพื่อจะได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ดีขึ้น

กิจกรรมใน วันขึ้นปีใหม่
วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี จะมีการทำบุญตักบาตรและอุทิศส่วนกุศลผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ฟังเทศน์ ปล่อยปลา ปล่อยนก อวยพรซึ่งกันและกัน หรืออาจจะส่งการ์ดบัตรอวยพร ของขัวญไหว้ผู้ใหญ่เพื่อรับพร และสรงน้ำพระพุทธรูป ประดับธงชาติ และจะเตรียมทำความสะอาดบ้าน และที่พักอาศัย

เพลงวันปีใหม่ (เพลงพรปีใหม่ เพลงพระราชนิพนธ์ในหลวง)

ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ


สวัสดีวันปีใหม่พา ให้บรรดาเราท่านรื่นรมย์
ฤกษ์ยามดีเปรมปรีดิ์ชื่นชม ต่างสุขสมนิยมยินดี
ข้าวิงวอนขอพรจากฟ้า ให้บรรดาปวงท่านสุขศรี
โปรดประทานพรโดยปรานี ให้ชาวไทยล้วนมีโชคชัย
ให้บรรดาปวงท่านสุขสันต์ ทุกวันทุกคืนชื่นชมให้สมฤทัย
ให้รุ่งเรืองในวันปีใหม่ ผองชาวไทยจงสวัสดี
ตลอดปีจงมีสุขใจ ตลอดไปนับแต่บัดนี้
ให้สิ้นทุกข์สุขเกษมเปรมปรีดิ์ สวัสดีวันปีใหม่เทอญ

เกี่ยวกับ เพลงพรปีใหม่
เพลงพระราชนิพนธ์ พรปีใหม่ เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 13 ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2494 เมื่อเสด็จนิวัตพระนคร และประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต มีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานพรปีใหม่ แก่บรรดาพสกนิกรไทยด้วยเพลง จึงทรงพระราชนิพนธ์เพลง "พรปีใหม่" และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องเป็นคำอำนวยพรปีใหม่ แล้วพระราชทานแก่วงดนตรี 2 วง คือ วงดนตรีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำออกบรรเลง ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงดนตรีสุนทราภรณ์ นำออกบรรเลง ณ ศาลาเฉลิมไทย ในวันปีใหม่ วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2495



24  ธันวาคม 2556
วิชาการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษEAED2209
เวลา  11.30 - 14.00 น.


หมายเหตุ

                      ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากสอบกลางภาค และดิฉันได้หาเนื้อหาเพิ่มเติม


 การเรียนร่วมของเด็กที่มีความต้องการพิเศษมีความสำคัญและความเป็นมาอย่างไร?
           ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 หมวด 2 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา มาตรา 10 กำหนดว่า การจัดการศึกษา ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษา ขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และวรรคสอง การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสารและการเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการ หรือทุพพลภาพหรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแลหรือด้อยโอกาส ต้องจัดให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ การศึกษาสำหรับคนพิการในวรรคสอง ให้จัดตั้งแต่แรกเกิด หรือพบความพิการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิได้รับสิ่งอำนายความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง สาระสำคัญของพระราชบัญญัติการศึกษา เกี่ยวกับสิทธิและโอกาสทางการศึกษาของเด็กทุกประเภท ทำให้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ได้กำหนดหลักการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยว่า การจัดประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัยต้องยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูควบคู่กับการให้การศึกษา โดยต้องคำนึงถึงความสนใจ และความต้องการของเด็กทุกคนทั้งเด็กปกติ เด็กที่มีความสามารถพิเศษ และเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม สติปัญญา รวมทั้งการสื่อสารและการเรียนรู้ หรือเด็กที่มีร่างกายพิการหรือทุพพลภาพ หรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแล หรือผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาทุกด้านทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา อย่างสมดุล โดยจัดกิจกรรมที่หลากหลาย บูรณาการผ่านการเล่น และกิจกรรมที่เป็นประสบการณ์ตรงผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า เหมาะสมกับวัย และความแตกต่างระหว่างบุคคล ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้เลี้ยงดูหรือบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาเด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กแต่ละคนได้มีโอกาสพัฒนาตนเองได้ตามลำดับขั้นของพัฒนาการสูงสุดตามศักยภาพ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข เป็นคนดีและคนเก่งของสังคม สอดคล้องกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนา สภาพทางเศรษฐกิจ สังคม โดยความร่วมมือจากบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น จากหลักการของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยแสดงให้เห็นว่าหลักสูตรให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกประเภทรวมถึงเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
เด็กที่มีความต้องการพิเศษ (Special Needs) หมายถึง เด็กที่มีความต้องการทางการศึกษาที่แตกต่างไปจากปกติทั่วไป ทั้งในด้านเนื้อหา วิธีการเรียนการสอน การประเมินผล และเครื่องมืออุปกรณ์การสอน ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากสภาพความบกพร่องทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม จำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นช่วยเหลือ การบำบัดฟื้นฟูและให้การเรียนการสอนที่เหมาะสมกับลักษณะและความต้องการของเด็ก กระทรวงศึกษาธิการได้แบ่งเด็กที่มีความต้องการพิเศษออกเป็น 10 ประเภท โดยเป็นเด็กพิการที่ต้องการการจัดการศึกษาพิเศษ 9 ประเภท และเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษ 1 ประเภท ดังรายละเอียดต่อไปนี้
·         เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หมายถึงเด็กที่สูญเสียการได้ยินตั้งแต่ 26 เดซิเบลขึ้นไป ทำให้สูญเสียการได้ยิน เป็นเหตุให้รับฟังเสียงต่างๆได้ไม่ชัดเจน ซึ่งมี 2 ประเภท คือ
o    เด็กหูตึง หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินถึงขนาดที่ทำให้มีความยากลำบากจนไม่สามารถเข้าใจคำพูด และการสนทนา แต่ไม่ถึงกับหมดโอกาสที่จะเข้าใจภาษาพูดจากการได้ยินด้วยหูเพียงอย่างเดียว
o    เด็กหูหนวก หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินมากถึงขนาดที่ทำให้หมดโอกาสที่จะเข้าใจภาษาพูดจากการได้ยินด้วยหูเพียงอย่างเดียว
·         เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น หมายถึงเด็กที่มีปัญหาในการใช้สายตาเพื่อการเรียนหนังสือ แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ
o    เด็กตาบอดบางส่วน หรือเด็กสายตาเลือนราง หมายถึง เด็กที่มีสายตาบกพร่องภายหลังจากการแก้ไขแล้ว มีสายตาอยู่ระหว่าง 20/70 และ 20/200 ฟุต สามารถมองเห็นได้บ้าง
o    เด็กตาบอด คือ เด็กที่มีสายตาเหลืออยู่น้อยมากหรือไม่มีเลย ภายหลังจากการแก้ไขแล้วมีสายตาเกินกว่า 20//200 ฟุต ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้สายตาในการเรียนหนังสือได้
·         เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึงเด็กที่มีพัฒนาการช้ากว่าเด็กทั่วไป และเมื่อวัดระดับสติปัญญาด้วยแบบทดสอบมาตรฐานแล้ว พบว่ามีระดับต่ำกว่าเด็กทั่วไป เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาอาจมีปัญหาทางบุคลิกภาพ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เนื่องจากความล้มเหลวในการทำงานต่างๆ และต้องพึ่งพาผู้อื่น เด็กจะมีปัญหาในการเรียนรู้สิ่งที่ซับซ้อนหรือสิ่งที่เป็นนามธรรม
·         เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ หมายถึง เด็กที่มีลำตัว แขน หรือขาผิดปกติ ได้แก่ เด็กที่มีเท้าใหญ่ หนา หรือผิดรูป เด็กที่มีกล้ามเนื้อลีบหรืออ่อนแรง ทำให้เด็กไม่สามารถเรียนในสภาพแวดล้อมเดียวกันกับเด็กปกติได้ จึงจำเป็นต้องจัดสภาพแวดล้อมใหม่ให้สอดคล้องกับความสามารถและความต้องการของเด็ก
·         เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องในกระบวนการทางจิตวิทยา ทำให้เด็กมีปัญหาการใช้ภาษา ทั้งด้านการฟัง การอ่าน การพูด การเขียน และการสะกดคำ หรือมีปัญหาด้านคณิตศาสตร์ โดยมิได้มีสาเหตุมาจากความบกพร่องทางร่างกาย ทางการเห็น ทางการได้ยิน ระดับสติปัญญา อารมณ์หรือสภาพแวดล้อม ลักษณะเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาการเรียนรู้ด้านภาษา โดยเฉพาะการอ่านและการเขียน และปัญหาด้านคณิตศาสตร์
·         เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม หมายถึงเด็กที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากเด็กที่มีวัยเดียวกันอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง แม้จะได้รับการบริการด้านการแนะแนวและให้คำปรึกษาแล้วก็ตาม ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ มีพัฒนาการทางการเรียนอย่างเชื่องช้า และมีปัญหาในการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน อย่างไรก็ตามปัญหาทางพฤติกรรมเหล่านี้ ต้องมิได้มีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางร่างกาย ประสาทสัมผัสการรับรู้ หรือสติปัญญา
·         เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องในการเข้าใจหรือการใช้ภาษาพูดจนไม่สามารถสื่อความหมายกับผู้อื่นได้ตามปกติ เช่น การพูดไม่ชัด จังหวะการพูดไม่ดี คุณภาพของเสียงผิดปกติ ตลอดจนการพูดผิดปกติที่เกิดจากการมีพยาธิสภาพของระบบประสาทส่วนกลางหรือระบบส่วนปลาย รวมทั้งการบกพร่องในด้านการรับรู้และการแสดงออกทางภาษา เป็นต้น
·         เด็กออทีสติก หมายถึง เด็กที่มีความต้องการพิเศษเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบประสาท (neurological disorder) ซึ่งส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กตลอดช่วงชีวิต ทั้งด้านความสามารถในการสื่อสาร การสื่อความหมาย ความเข้าใจภาษาทั้งภาษาพูด และไม่ใช่ภาษาพูด การสร้างสัมพันธภาพทางสังคม จินตนาการในการเล่น ฯลฯ โดยความผิดปกตินี้ มักจะเกิดขึ้นก่อนอายุ 3 ขวบ อัตราการเกิดของเด็กออทีสติก คือ 1 ต่อ 125 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากอดีตที่คาดการณ์ว่าพบเด็กออทีสติกในอัตรา 1 ต่อ 500 คน ในเด็กชายพบมากเป็น 4 เท่าของเด็กหญิง ไม่จำเพาะเจาะจงในด้านของเชื้อชาติ ศาสนา และพื้นฐานทางสังคมของครอบครัว
·         เด็กที่มีความบกพร่องซ้ำซ้อนหรือพิการซ้อน หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องทางอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายมากกว่า 1 ความบกพร่อง เด็กเหล่านี้อาจไม่ได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมโปรแกรมการสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษโปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่งโดยเฉพาะ จึงต้องมีการจัดบริการทางการศึกษาและการบริการด้านอื่นเพิ่มเติม ส่วนมากเป็นเด็กที่มีสภาพความบกพร่องอยู่ในระดับรุนแรง ลักษณะของเด็กมีความบกพร่องซ้ำซ้อน จะมีปัญหาในการช่วยเหลือตนเอง การทำกิวัตรประจำวัน ปัญหาการสื่อสาร ไม่สามารถเข้าใจผู้อื่น และไม่สามารถสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจความต้องการของตนเองได้ ปัญหาการเคลื่อนไหว ไม่สามารถหยับจับ นั่ง ยิน หรือเดินได้ด้วยตนเอง ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไม่มีความหมาย หรือเป็นการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นและปัญหาทางสังคม เนื่องจากเด็กไม่สามารถรับรู้ หรือเรียนรู้วิธีการสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นได้ ซึ่งระดับความรุนแรงของปัญหาเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความบกพร่องซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นกับเด็ก และการช่วยเหลือฝึกฝน และฟื้นฟูสมรรถภาพ
·         เด็กปัญญาเลิศ หมายถึง เด็กที่มีความสามารถทางสมองสูงกว่าเด็กทั่วไป เป็นเด็กที่มีระดับสติปัญญาที่วัดได้จากแบบทดสอบมาตรฐานได้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานสูงกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 2 ขึ้นไป ลักษณะของเด็กที่มีปัญญาเลิศพบว่ามีความเฉลียวฉลาด และพัฒนาการเร็วกว่าเด็กทั่วไป อาจจะเป็นทางด้านภาษา ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดรวบยอด ความเข้าใจในสิ่งที่เป็นนามธรรม สัมพันธภาพและบุคลิกภาพ
จากสาระสำคัญตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ( ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ที่ได้ระบุถึงสิทธิ และหน้าที่ทางการศึกษาของเด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภทว่า เด็กเหล่านี้มีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปี ทำให้สถานศึกษาทุกแห่งต้องเตรียมพร้อมในการรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทต่างๆเข้ามาเรียนร่วมหรือเรียนรวมในชั้นเรียนปกติ ซึ่งเป็นการเรียนร่วมหรือการจัดชั้นเรียนพิเศษ หรือโรงเรียนปกติแล้วแต่กรณี การนำเด็กที่มีความต้องการพิเศษเข้ามาเรียนร่วมกับนักเรียนปกติในระดับอนุบาล มีผลดีต่อนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ และในปัจจุบันมีแนวโน้มของการจัดการศึกษาแบบเรียนร่วมมากขึ้น โดยจัดให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษเข้ามาเรียนร่วมในห้องเรียนเดียวกันกับเด็กปกติ หากความพิการเป็นอุปสรรคไม่สามารถเรียนร่วมในลักษณะดังกล่าวได้ ก็จะจัดเป็นชั้นเรียนพิเศษในโรงเรียนปกติ การจัดการเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีความต้องการพิเศษกับเด็กปกติอาจกระทำได้ในหลายลักษณะซึ่งมีรูปแบบต่างๆ แต่จะจัดการเรียนร่วมในลักษณะใดนั้นจะขึ้นอยู่กับสภาพความต้องการและความพร้อมของเด็ก ในการจัดชั้นเรียนพิเศษให้แก่เด็กที่มีความต้องการพิเศษในโรงเรียนปกติ เป็นการป้องกันไม่ให้เด็กรู้สึกว่าถูกตัดออกไปจากสังคมและเกิดความว้าเหว่ ช่วยไม่ให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษมีความรู้สึกเป็นปมด้อย

วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

17 ธันวาคม 2556
วิชาการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ EAED2209

เวลา  11.30 - 14.00 น.

หมายเหตุ
         ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากเป็นกีฬาสีของคณะศึกษาศาสตร์และดิฉันได้หาเนื้อหาเพิ่มเติม

ส่งเสริมความสามารถพิเศษให้งอกงาม

       คงเป็นเรื่องน่าเสียดายไม่น้อย หากลูกของเราเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์อันโดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่ง โดยเฉพาะความสามารถด้านดนตรี แต่กลับไม่ได้รับการค้นพบจากพ่อแม่และผู้คนแวดล้อม จนทำให้พรสวรรค์นั้นต้องสูญหายไปอย่างน่าเศร้า มาเรียนรู้และช่วยสนับสนุนให้ “เกมีแวว” เหล่านี้ ก้าวไปให้ไกลที่สุด และส่งเสริมให้เขาเป็นที่หนึ่งในด้านที่เขามีพรสวรรค์เป็นทั้งคนที่มีความสุข และได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มศักยภาพต่อไปในอนาคต ย้อนรอยการศึกษาเกี่ยวกับพรสวรรค์ของเด็ก ในช่วงท้ายๆ ของศตวรรษที่ 20 ที่เพิ่งผ่านพ้นมามีผลการศึกษาและงานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับเรื่องราวความเฉลียวฉลาดของเด็กในขวบปีต้นๆ ของชีวิต และได้ผลสรุปใหม่ๆ ที่น่าสนใจหลากหลายในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กที่มีพรสวรรค์เหล่านี้ตั้งแต่เล็กๆ รวมทั้งระบบการศึกษาที่เหมาะกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษเหล่านี้โดยเฉพาะ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้โดยเฉพาะ มีแนวคิดที่แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะสเติร์นเบิร์ก (1991) และการ์ดเนอร์ (1983) สำหรับทฤษฎีของสเติร์นเบิร์คนั้น เขาแบ่งองค์ประกอบของความเฉลียวฉลาดออกเป็น 3 ส่วนกว้างๆ องค์ประกอบแรกคือสิ่งที่ชี้วัดว่าเหนือกว่าเด็กปกติ ประกอบไปด้วยการวางแผน, การตรวจสอบและการประเมินค่า องค์ประกอบที่สองคือการแสดงออกซึ่งแสดงให้เห็นผ่านทักษะและความสามารถ ส่วนองค์ประกอบสุดท้ายคือความรู้ความเข้าใจในบทเรียนต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วยกระบวนการและการตีความสิ่งที่ได้เรียนรู้
ส่วนทฤษฎีของการ์ดเนอร์นั้น เป็นแนวคิดที่ว่าด้วยความเฉลียวฉลาดที่ซับซ้อนหลากหลาย นั่นคือด้านภาษา คณิตศาสตร์ ดนตรี จลนศาสตร์ (ว่าด้วยความเคลื่อนไหวของวัตถุ) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความสัมพันธ์ภายในเกี่ยวกับตัวตน การ์ดเนอร์ศึกษาอย่างละเอียดเกี่ยวกับความสามารถของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างซับซ้อนและหลากหลาย โดยไม่จำกัดอยู่เพียงหมวดใดหมวดหนึ่งเหมือนผลการศึกษาของสเติร์นเบิร์ก
นอกจากนักวิชาการด้านการศึกษาผู้ที่มีชื่อเสียงสองท่านนี้แล้ว ยังมีผลการศึกษาจากอีกหลายสำนักที่มีมุมมองแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผลการศึกษาทั้งหลายเห็นตรงกัน คือความสามารถพิเศษพื้นฐานเหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้นกับเด็กคนใดแล้ว ผู้ที่ควรจะสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กๆ ฉายแววความสามารถออกมาอย่างเต็มที่คือพ่อแม่ คุณครู และบุคคลแวดล้อมที่จะหยิบยื่นแบบฝึกหัดและการฝึกฝนที่เหมาะสมให้แก่เด็กอย่างเต็มที่ และควรจะเริ่มต้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อประสบการณ์เหล่านี้จะกลายเป็นสิ่งที่คุณค่าในพัฒนาการของเด็กต่อไป